ติดต่อ-สอบถามเกี่ยวกับเรารับทำวีซ่าโปรแกรมทัวร์ต่างประเทศโปรแกรมทัวร์ในประเทศ


ประวัติศาสตร์เวียดนาม

     ประวัติศาสตร์ของเวียดนาม แทบจะเรียกได้ว่าเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงที่อยู่ภายใต้โครงเรื่องเดียวกันมาตลอด นั่นคือ การรุกราน การยึดครอง และการปฏิวัติ ติดตามมาด้วยการได้รับอิสรภาพหลังและเริ่มเกิดความขัดแย้งภายใน อันเป็นเหตให้เกิดการรุกรานต่อ จากนั้นวัฏจักรทั้งหมดนี้ก็จะเริ่มต้นขึ้นใหม่จากบันทึกทางอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดนั้น ดินแดนนี้ต้องเผชิญกับการรุกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากจีนทางทิศเหนือ แม้จนกระทั่งในปี 1979 กองกำลังของจีนก็ได้ข้ามชายแดนเข้ามาเพื่อทำการตอบโต้การที่เวียดนามเข้าไปรุกรานกัมพูชา จากบทเรียนทางประวัติศาสตร์นี้เองจึงบ่มเพาะให้ชาวเวียดนามมีความหวาดระแวงชาวต่างชาติ และมีปมบางอย่างเกี่ยวกับการตกเป็นเหยื่อแฝงอยู่ แม้กระทั่งทุกวันนี้กองกำลังต่างชาติที่เวียดนามกลัวมากที่สุดจนถึงทุกวันนี้ ก็คืออาณาจักรที่คุกคามการดำรงอยู่ของประเทศชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นก็คือประเทศจีน ขณะดียวกันชาวเวียดนามเองก็ใช่ว่าจะปราศจากความทะเยอทะยาน ในการแผ่ขยายขยายอาณาเขตของตนเสียทีเดียว เพราะก็ได้ชื่อว่าเคยมีการกระทำเช่นนั้นกับดินแดนที่เป็นลาวและกัมพูชาในปัจจุบัน ตลอดจนถึงความขัดแย้งกันเองระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ของเวียดนาม

     ในอดีตนานมาแล้วก่อนที่โฮจิมินห์จะรวมประเทศอยู่ใต้ร่มเงาของผืนธงแดงคอมมิวนิสต์ ประชาชนชาวเวียด ซึ่งขณะนี้ก็คือเวียดนามเหนือมีเจตจำนงที่จะพิชิตอาณาจักรจามปาในเวียดนามตอนใต้ ที่มาแห่งตำนาน ทฤษฎีเกี่ยวกับระบบจักรวาล ของชาวฮั่นและชาวเวียดนั้นมองโลกผ่านแนวความคิดเกี่ยวกับธาตุทั้งห้า คือ โลหะ ไม้ น้ำ ไฟ และดิน หรือบางทีก็งูฮั่น ซึ่งแสดงถึงห้าภูมิภาคคือ กลาง ใต้ เหนือ ตะวันออก และตะวันตก กลางนั้นแสดงออกโดยดินและสีเหลือง ใต้โดยไฟและสีแดง เหนือโดยน้ำและสีดำ ตะวันออกโดยไม้และสีเขียว ตะวันตกโดยโลหะและสีขาว จากโบราณมา มีอาณาจักรหนึ่งปกครองศูนย์กลางของทวีปเอเชีย ผู้ปกครองอาณาจักรนี้วางฐานอำนาจของตนอยู่บนแนวคิดเกี่ยวกับธาตุทั้งห้า และภูมิภาคทั้งห้าเหล่านี้เป็นที่รู้จักในนามอาณาจักรกลาง หรือ จุงฮวา ศูนย์กลางของอำนาจตั้งอยู่ในอาณาเขตภูเขาทั้งห้า (งูลิงห์) มีประชากรมากมายหลายเผ่าพันธ์ โดยมีเผ่าใหญ่ๆ อยู่สองเผ่าคือ ฮั่นและเวียด ในขณะที่ชาวฮั่นมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชาวเวียดกลับแตกออกเป็นเผ่าเล็กเผ่าน้อยนับร้อยเผ่า ชาวเวียดตั้งถิ่นฐานอยู่ทางใต้ของแม่น้ำเหลือง และพัฒนาแบบแผนวัฒนธรรมแบบเกษตรกรรมขึ้นมา ส่วนชาวฮั่นที่ทางตะวันตกฉียงเหนือ กลับมีความชำนาญทางการล่าสัตว์ และทักษะการรบมากกว่า ผู้นำเวียดปกครองอาณาเขตภูเขาทั้งห้า และมีผู้ปกครองติดต่อกัน 3 คนคือ "ตวายเยิน" ผู้ค้นพบไฟ "ฟุกฮี" ผู้ค้นพบอี้จิง และสัตว์เลี้ยงในบ้าน สุดท้ายคือเชนนอง ผู้ริเริ่มการเพาะปลูกพืชสำหรับการยังชีพ และสอนให้คนของเขารู้จักปลูกข้าว ชาวเวียดเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากผู้นำ 3 คนแรกของช่วงเวลาที่เป็นที่รู้จักในยุค 3 ผู้นำของจีนหรือตัมฮว่างนี้ ผู้นำคนสุดท้ายคือเชนนอง นั้นมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับชาวเวียด ช่วงปลายยุคของเชนนอง ชาวฮั่นได้เข้ารุกรานอาณาเขตภูเขาทั้งห้า และยึดครองเทือกเขาที่สูงที่สุดคือ ไถเซิน ได้ผู้นำของพวกเขาประกาศตนเป็นพระเจ้าฮวางตี่ จักรพรรดิแห่งภาคกลาง การรุกรานครั้งนี้เป็นจุดสิ้นสุดมรดกของยุค 3 ผู้นำ ชาวเวียดถอยร่นลงไปทางใต้มากขึ้นอีก หัวหน้าของพวกเขาประกาศตนเป็นพระเจ้าเวืองเด จักรพรรดิแห่งภาคใต้ และเรียกชื่ออาณาเขตของตนว่า ซิกกุ่ย หรืออาณาเขตแห่งปีศาจแดง

     ตามเรื่องเล่าพื้นบ้านของชาวเวียดนามนั้น เดมิงห์ ผู้สืบเชื้อสายของเชนนอง ในชั่วอายุคนที่สามได้หลบหนีไปยังอาณาเขตใต้ของแดนห้าภูเขา และทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงหวูเตียน ส่วนพระโอรสของพระองค์คือ ล็อกตุ๊ก ได้เป็นกษัตริย์แห่งภาคใต้ และทรงประกาศตนเองเป็นพระเจ้ากิงห์เตืองเวือง กษัตริย์แห่งแคว้นกิงและเดือง พระองค์ยังทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาองค์หนึ่งของดองดิห์กวาง ซุงลาม เป็นผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระบิดา ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าหลากลองกวาน หรือขุนพลมังกรแห่งทะเลใหญ่ เรื่องราวกึ่งตำนานและพงศาวดารของเวียดนามอารยธรรมฮวาบิงห์ ได้เล่าถึงการอภิเษกสมรสระหว่างพระเจ้าหลากลองกวาน กับเจ้าหญิงโฉมงามเอาเกอ (Au co) พระธิดาของพระเจ้าเด๋ไล (De Lai) และผู้สีบเขื้อสายจากเซียนแห่งเทือกเขาสูงและทรงให้กำเนิดโอรส 100 องค์และอาณาจักรแบ็กเวียด (Bach Viet) ซึ่งแคว้นของเจ้าชาย 100 องค์เหล่านี้กินอาณาเขตจากลุ่มน้ำแยงซีเกียงล่างไปจนถึงตอนเหนือของอินโดจีน แต่เพราะความแตกต่างทางภูมิหลังทำให้ทรงตัดสินพระทัยแยกทางกัน โดยโอรสครึ่งหนึ่งตามพระมารดากลับสู่เทีอกเขา ที่เหลือก็ติดตามพระบิดากลับไปสู่ทะลตะวันออก สัญญาลักษณ์ของการสืบเชื้อสายของพระเจ้าหลากลองกวาน (Lac Long Quan) จากขุนพลมังกรและเจ้าหญิงเอาเกอจากเซียน มีความสำคัญสำหรับชาวเวียดนามอย่างยิ่ง เนืองจากมังกรเป็นสัญลักษณ์ของหยาง(Yang) และเซียนเป็นสัญาลักษณ์ของหยิน (Yin) ดังนั้นชาวเวียดนามจึงเชื้อว่าพวกเขาเป็นผู้สืบเชื้อสายของเตียนรอง (Tien Rong) เซียนและมังกร และสัญญลักษณ์เหล่านี้ก็ได้กลายเป็นรากฐานของลัทธิความเชื่อในยุคแรก ๆ ของชาวเวียดนาม

     ความสัมพันธ์ในช่วงต้นละหว่างราชสำนักฮั่น และอาณาจักรเวียดนามมีพื้นฐานอยู่บนบรรทัดฐาน แห่งอารยะกิมหลีเตียง(Kim Ly Tuong) นักประวัติศาสตร์ชาวจีนได้บันทึกไว้ว่า ในปีที่ 5 ของพระเจ้าเดาเดีอง (Dao Duong) จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ยาว (Yao : 2361ก่อนคริสตกาล) อาณาจักรเวียดเทือง (Viet Thuong) ได้ส่งผู้แทนทางการฑูตไปยังราชสำนักฮั่น และถวายเต่าศักดิ์สิทธิ์ (Linh qui) อันถือเป็นของบรรณาการที่แสดงถึงมิตรภาพ เชื่อกันว่าเต่าตัวนี้มีอายุถึงพันปี และบนกระดองมีตัวอักษรจารึกอยู่ทราบกันภายหลังว่าจักพรรดิยาว ทรงให้ทำการคัดลอกอักษรทั้งหมดนี้ ซึ่งภายหลังพระองค์ได้ทรงขนานนามว่า"ปฏิทินเต๋าศักดิ์สิทธิ์"

     การขยายอาณาจักร เวียดนามใต้แห่งซึกกุ่ยถูกแบ่งออกเป็น 100 แคว้น แต่ละแคว้นปกครองโดยโอรสองค์หนึ่งในจำนวน 100 องค์ ในราว 2,879 ปี ก่อนคริสตกาล พระโอรสองค์โตได้รักบการสถาปนา เป็นกษัตริย์แห่งหลากเวียด (Lac Viet) พระองค์ทรงพระนามว่า พระเจ้าฮุงเวือง (Hung Vuong) และหลากเวียด ก็ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วันลาง (Van Lang)

     อาณาจักรวันลาง เจริญรุ่งเรืองอยู่ระหว่าง 1,000 ปี แรกก่อนคริสตกาล ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์ฮุง ที่สืบราชสมบัติต่อกันมา 18 พระองค์ และได้มีการก่อตั้งราชวงศ์ฮุงเวืองขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดหวิงห์ฝู (Vinh Phu) ในปัจจุบันอาณาจักรนี้แบ่งออกเป็น 15 จังหวัด ก่อนจะเสื่อมอำนาจลงในปีที่ 258 ก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นก็มาสู่ยุคความรุ่งเรืองของอีกอาณาจักรหนึ่ง ภายใต้พระนามว่า พระเจ้า ฮันเดืองเวือง ทรงก่อตั้งอาณาจักรเอาหลากขึ้น และตั้งราชธานีอยู่ที่ฟุอัน 50 ปีต่อมา อาณาจักรนี้ได้ตกอยู่ในมือของกลุ่มคนจากทางเหนือ ภายใต้การนำของเตรียวดา

     เตรียวดา ได้ก่อตั้งอาณาจักรอิสระแห่งนามเวียด ขึ้น อันรวมไปถึงดินแดนส่วนใหญ่ทางใต้ของจีนในปัจจุบันนี้ด้วย และได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ในปีที่ 208 ก่อนคริสตกาล ทรงตั้งราชวงศ์เตรียวซึ่งมีอายุต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 3 โดยมีเมืองหลวงอยู่ใกล้กับกวางสู ในปัจจุบัน อิทธิพลของจีน ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เตียวนามเวียด ในช่วงนี้เป็นช่างที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแผนการของจักรพรรดิจีนองค์หนึ่ง ที่ตั้งพระทัยจะยึดครองนามเวียด ไม่ถึงศตวรรษต่อมาพระเจ้าหวูฮี จักพรรดิแห่งฮั่น ได้ทรองยกทัพจำนวนมหาศาลมาเพื่อยึดทรองนามเวียด ในที่สุดเวียดก็ต้องพ่ายแพ้แก่ผู้รุกรายชาวฮั่น ประเทศนี้ตกเป็นเมืองประเทศราชของจีนภายใต้ชื่อใหม่ว่า ยาวจี๋ มีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงขึ้นมาเป้นผู้ปกครอง และมีความพยายามที่จะเผยแพร่วรรณคดี ศิลปะ และเทคนิคทางการเกษตรของจีน แต่ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวเวียดนาม

     พี่น้องผู้นำการกฏิวัติ ท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 39 ภายใต้การปกครองอย่างกดขี่ของ โตดิงห์ (To Dinh) และตรึงหยิ (Trung Nhi) วีรสตีที่รู้จักกันในชื่อไฮบาตรึง (His Ba Trac) เป็นผู้นำในการปลดแอกได้สำเร็จ แต่เพียง 3 ปีให้หลัง กองทัพของจีนที่เหนือกว่าได้เข้าบดขยี้พวกเขา การล่มสลายของพี่น้องตระกูลตรึง ถือเป็นช่วงที่สองของการยึดครองของจีนโดยนามเวียดนั้นถูกปกครองในฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของจีน แต่แล้วการยึดครองของจีนก็สิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน จากบัณฑิตนามว่า หลีโบน (Ly Bon) นำกองกำลังเข้าต่อสู้และสามารถขับไล่จีนออกไปได้ หลีโบนเข้าปกครองแคว้น และขนานนามแคว้นว่าวุ้นซวน (Van Xuan) รวมทั้งตั้งราชวงศ์หลีขึ้นปกครอง และมาจนสูญอธิปไตยให้จีนอีกครั้งในปี ค.ศ. 545 อย่างไรก็ตามการต่อสู้ปฏิวัติก็ยังคงดำเนินต่อไปบ่อยครั้ง คนเข้าสู่ยุคที่ 3 ในการยึดครองของจีน ซึ่งกินเวลาจากปี ค.ศ. 603-938 ก่อนเปลี่ยนชื่อนามเวียด เสียใหม่ว่า อันนาม (An Nam) แต่ยังคงมีการจลาจลเกิดขึ้นอยู่เนื่อง ๆ แม้จะมีโครงสร้างการบริหารที่แข็งแกร่งโดยรัฐบาลจีนภายใต้ราชวงศ์ถัง จวบจนการล่มสลายของราชวงศ์ถังของจีน ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนตามมา สงครามที่ยึดเยื้อจบลงด้วยการรบที่แบ็คดัง (Bach Dang) ภายใต้การนำของนายพลโงเกวียน (Nho Quyen) สามารถกำจัดผู้รุกรานชาวจีนลงได้ แล้วจึงก่อตั้งราชวงศ์ของเวียดนาม ราชวงศ์แรกขึ้นมาในปีค.ศ. 939 และขนานนามประเทศว่าไดเวียด (Dai Viet) จากนั้นโงเกวี่ยน จึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่โก่ลวา (Co Loa) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเอาหลากมากก่อน ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตลงในปีค.ศ. 967 อาณาจักต้องตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง เป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี เป็นที่รู้จักกันในชื่อทัพหยิสือกวาน (Thap Nhi Su Quan) หรือดินแดนแห่ง 12 แคว้น

     ราชวงศ์ดิงห์ (Dinh Dynasty) ในบรรดาขุนนางทั้ง 12 คนนั้น ดิงห์โบลิงห์ (Dinh Bo Linh) นับว่ามีอำนาจมากที่สุด และได้ทำการรวบรวมประเทศชาติที่แตกแยกให้กลับมาป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งภายใต้ชื่อ ไดโกเวียต (Dai Co Viet) และสถาปนาตนเป็น ดิงห์เตียนฮว่างเด๋ (Dinh Tien Hoang De) หรือจักรพรรดิดิงห์ที่ 1 ผู้ทรงอำนาจ พร้อมทรงทำสัญญาไม่รุกรานกับจีน โดยแลกเปลี่ยนกับการส่งเครื่องบรรณาการไปให้จีนทุก 3 ปี เหตุการณ์นี้นับเป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ในอนาคตกับจีนที่มีอายุยืนยาวอีกหลายศตวรรษ

     ในส่วนของกิจการภายในประเทศนั้น พระเจ้าดิงห์เตียนฮว่าง ทรงตั้งราชสำนักและจัดลำดับยศข้าราชการทหารและพลเรือนขึ้น รวมถึงทรงวางระบบศาลที่มีประสิทธิภาพ และนำเอาโทษประหารชีวิตมาใช้กับผู้ใดก็ตามที่บังอาจขัดขวางระเบียบใหม่ในราชอาณาจักร นอกจากนั้นยังจัดให้มีกองทัพประจำการ ได้มีการรื้อฟื้นระเบียบข้อบังคับและการป้องกันประเทศขึ้นมาใหม่ อันนำไปสู่ยุคใหม่แห่งไทบิงห์ (Thai binh หมายถึง สันติสุข) แต่รัชสมัยของพระเจ้าเตียนฮว่างก็มีอายุไม่ยืนยาวนัก พระองค์ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ในปี ค.ศ.979 โดยทหารรักษาพระองค์ ผู้ที่เป็นองค์รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อมามีพระชนมายุเพียงแค่ 6 พรรษา

     ราชวงศ์เตียนเล (Tien Le Dynasty:ค.ศ.980-1009) ด้วยการสนับสนุนของพระมารดา ผู้เป็นราชินีเลฮวาน(Le Hoan) ทรงขับไล่รัชทายาทของพระเจ้าดิงห์โบลิงห์ ออกกจากราชบัลลังห์ และสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าเลไดแฮงห์ (Le Dai Hanh) พระองค์ทรงตั้งฮวาลือ (Hoa Lu) เป็นเมืองหลวง และทรงป้องกันการรุกรานของกองทัพจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องได้สำเร็จหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังคงถวายเครื่องบรรณาการแก่จีนทุกๆ 3 ปี ตามปกติเพื่อทรงรักษาสัมพันธไมตรีเอาไว้ ในปี ค.ศ.982 ทรงส่งกองทัพไปไปทำสงครามกับอาณาจักรจามปา ทางตอนใต้เข้าไปยังอินทรปุระ (กว่าง นาม-Quang Nam ในปัจจุบัน) และเผาทำลายที่มั่นของจามปา การพิชิตภาคเหนือของอาณาจักรจามปานับเป็นจุดเริ่มต้นของจามปาที่มีต่อวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของดนตรีและการฟ้อนรำ รัชสมัยของพระเจ้าเลไดแฮงห์ เป็นเครื่องหมายของความพยายามในการรวบรวมชาติเวียดเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1005 หลังทรงปกครองอยู่ 24 ปี พระเจ้าเลไดแฮงห์ ก็ทรงเสด็จสวรรคต

     ยุคต่อมา เคืองเวียต(Khuong Viet) พระที่ได้รับความศรัทธาอย่างสูง ได้ทรงวางรากฐานให้ศาสนาพุทธกลายเป็นวิถีแห่งความคิด และเสาหลักของอาณาจักร แต่ในที่สุดราชวงศ์เตี่ยนเล ก็ล่มสลายลง หลังจากการสิ้นพระชนม์ของรัชทายาทของพระเจ้าเลไดแฮงห์ ในปี ค.ศ.1009

     ราชวงศ์หลี (Ly Dynasty : ค.ศ.1009-1225) นับเป็นราชวงศ์แห่งชาติราชวงศ์แรก ด้วยหลีกงอ่วนอันเป็นสานุศิษย์ของวันแฮงห์ ซึ่งเป็นพระที่ช่วยเหลือให้พระองค์ได้ขึ้นสู่อำนาจในราชสำนักฮวาลือ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ในพระนามว่าพระเจ้าหลีไทโต (Ly Thai To) พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวง และทรงขนานนามเมืองนั้นว่า ทังลอง (Thang Long-มังกรเหิน) ในปี ค.ศ.1054 พระเจ้าหลีแถ่งห์โตน (Ly Thanh Ton) ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ว่า ไดเวียต (Dai Viet) ในสมัยราชวงศ์หลี ศาสนาพุทธรุ่งเรือง เนื่องจากเป็นศาสนาประจำชาติ ขุนนางชาวพุทธผู้ปฏิบัติตนเสมือนเป็น กว็อกสือ (Quoc Su) หรือที่ปรึกษาสูงสุด ได้ช่วยเหลือกษัตริย์ราชวงศ์นี้ปกครองประเทศด้วยความสงบเรียบร้อย กษัตริย์ราขวงศ์หลีหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าไทโตง พระเจ้าแองห์โตง และพระเจ้าเกาโตง ทรงนับถือศาสนาพุทธ ลัทธิเทาเดือง และสร้างวัดขึ้นถึง 150 แห่งในแถบทังลองใกล้กับบริเวณที่เป็นฮานอยในปัจจุบัน

     การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางของกษัตริย์ ช่วยสนับสนุนให้กษัตริย์มีบทบาทสำคัญ 3 ประการคือ เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์และผู้นำทางศาสนาของจักรวรรดิ เป็นคนกลางระหว่างสวรรค์กับประชาชน และเป็นบิดาของประเทศ ในขณะเดียวกันระบบขุนนางก็กลายเป็นสถาบันที่ประกอบด้วย 6 ฝ่าย คือ เสนาการ การคลัง การยุติธรรม ฝ่ายแบบแผนและประเพณี ฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน

     ในปี ค.ศ.1070 มีการตั้งวิทยาลัยแห่งชาติขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ที่จะเป็นขุนนางในอนาคต วิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ วันเหมียว (Van Mieu) ปัจจุบันนี้ได้รับการบูรณะและยังคงตั้งอยู่ที่ฮานอย เป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้ด้านวรรณคดีคลาสสิกของขงจื้อ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการแต่งคำประพันธ์และบทกวี อันเป็นสิ่งสำคัญของการศึกษาอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 3 ปี และทำการสอบเพื่อรับปริญญาในปีสุดท้าย

     ราชวงศ์ตรัน(Tran Dynasty: ค.ศ.1225-1400) ตรันแก๋งห์ (Tran Cranh) ซึ่งเป็นสามัญชน ได้ทำการอภิเษกสมรสกับพระนางเจียวสว่าง ราชินีองค์สุดท้ายของราชวงศ์หลี และก่อตั้งราชวงศ์ตรันขึ้น ในช่วงนี้ศาสนาพุทธยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไป แต่ก็เริ่มเสื่อมอิทธฺพลลงตามลำดับ เนื่องจากการผสมกลมกลืนไปกับลัทธิขงจื้อ เต๋า และลัทธิความเชื่ออื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอีกมากมาย ราชวงศ์ตรันมีชื่อเสียงอย่างยิ่งเมื่อประสบชัยชนะทางทหารหลายครั้ง โดยเฉพาะจากการรบที่แม่น้ำแบ็กดัง จากการนำทัพของตรันฮึ่งเดา พระอนุชาของกษัตริย์ผู้ทรงรบชนะกองทัพอันยิ่งใหญ่ของกุบไลข่านที่มีกำลังเหนือกว่าได้ ในสมัยนี้ความพยายามที่จะขยายอำนาจลงไปทางใต้ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป เจ้าหญิงเฮวียนตรัน พระขนิษฐาของกษัตริย์ทรงอภิเษกสมรสกับกษัตริย์จามปา ในปี ค.ศ.1307 การอภิเษกครั้งนี้ทำให้อาณาเขตของประเทศขยายต่อไป จนถึงทางใต้อันนำไปสู่การผนวกดินแดน โดยสันติวิธีกับดินแดนในแถบเว้ ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นการเริ่มต้นการใช้การแต่งงานเป็นเครื่องมือทางการเมือง

     ราชวงศ์โฮ (Ho Dynasty : ค.ศ.1400-1428) การอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์กับญาติของเสนาบดีคนหนึ่งขื่อ โฮกุ๋ยหลี นำไปสู่จุดจบของราชวงศ์ตรัน เนื่องจากโฮกุ๋ยหลี ได้ใช้ประโยชน์ จากการนี้พาตัวเองขึ้นสู่อำนาจ ในที่สุดก็สามารถควบคุมอาณาจักรได้ทั้งหมดและก่อตั้งราชวงศ์โฮ ในช่วงรัชสมัยของพระองค์ได้มีการจัดระเบียบ และเสริมความเข้มแข็งให้กองทัพเพิ่มขึ้น ทรงปรับปรุงระบบเสียภาษีใหม่ และออกกฎให้เรือที่เข้ามาค้าขายสินค้าต้องจ่ายภาษีด้วย ภายใต้ระบบภาษีใหม่นี้ จำกัดสิทธิในการถือครองที่ดิน ในส่วนของการบริหารงานทรงแต่งตั้งข้าราชการเพิ่มมากขึ้น ระบบการสอบแข่งขันเพื่อเป็นขุนนางมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อสนองความต้องการความรู้เชิงปฏิบัติเกี่ยวกับชีวิตของชาวนา คณิตศตสตร์ ประวัติศาสตร์ งานคลาสสิกของขงจื้อและวรรณคดีให้มากขึ้น กฏหมายได้รับการปฏิรูป และมีการจัดบริการทางแพทย์ขึ้น แต่แล้วพระองค์ต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างฉับพลันจากจีนอีกครั้ง นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์โฮในปี ค.ศ.1407 ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ถูกจีนยึดครองนั้น ชาวเวียดนามต้องเผชิญชะตากรรมจากการถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณ จีนพยายามที่จะทำลายล้างเอกลักษณ์ความเป็นชาติของเวียดนามอย่างสิ้นซาก ทั้งวรรณคดี ศิลปะ ตลอดจนบันทึกทางประวัติศาสตร์ของเวียดนามถูกเผาทำลายหรือไม่ก็นำไปไว้ที่จีน มีการนำเอางานคลาสสิกของจีนเข้ามาแทนที่ในโรงเรียนทุกแห่ง สตรีชาวเวียดนามถูกบังคับให้แต่งกายและไว้ทรงผมแบบจีน เครื่องแต่งกายและขนบประเพณีทางศาสนาประจำท้องถิ่นถูกกำจัดลงไป ทรัพย์สินส่วนบุคคลถูกยึดและถูกนำไปไว้ที่จีน

     ราชวงศ์เล (Le Dynasty :ค.ศ.1428-1776) เลเลย (Le Loi) ชายผู้ภายใต้สมญานามว่า เจ้าชายแห่งสันติสุข ได้จัดตั้งกลุ่มต่อต้านขึ้นที่หมู่บ้านของตน และทำสงครามกองโจรขับเคี่ยวกับศัตรู ก่อนที่เขาจะตั้งราชวงศ์ขึ้นในปี 1428 และทรงสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ภายใต้พระนามว่าพระเจ้าเลไทไต พระองค์ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่เป็นไดเวียด และทรงเริ่มภารกิจการปรับปรุงประเทศในทันที พระเจ้าเลไทไต เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ.1443 โดยทิ้งบัลลังก์ไว้ให้กับเลไทโตง พระโอรสของพระองค์ ผู้ซึ่งทรงสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นไม่นานนัก อันนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายและการแย่งชิงอำนาจกันภายในราชสำนักต่อมาอีกนับสิบปี ก่อนสิ้นสุดลงเมื่อ พระเจ้าเลแถ่งห์โตง ทรงขึ้นครองราชย์ ในช่วงเวลา 36 ปีแห่งการครองราชย์ของพระองค์ ประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระองค์ทรงปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษี ส่งเสริมการเกษตร และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับขนบประเพณีและหลักศีลธรรม พระองค์ทรงก่อตั้งสถาบัน เตาดานขึ้นและเริ่มแต่งประวัติศาสตร์ของชาติชุดแรกขึ้นมา

     การจัดระเบียบกองทัพของพระองค์ใหม่ยังทำให้ได้ชัยชนะต่อจามปาอย่างง่ายดาย โดยในปี 1 ทหารซึ่งเป็นชาวนาได้ช่วยกันสร้างขุมขนกสิกรรมแบบทหารขึ้นมาในทุกหนทุกแห่งที่ไปถึง ด้วยวิธีนี้อาณาเขตของประเทศจึงค่อยๆขยายตัวออกไปทางไต้เรื่อยๆ จนในที่สุดอาณาจักรจามปาก็ถูกกลืนโดยสิ้นเชิง สงครามแยกดินแดง ภายหลังราชวงศ์เลมีความตกต่ำเรื่อยๆ ในปลายศตวรรษที่ทำให้ประเทศแตกออกเป็น 2 แคว้นใหญ่ ในขณะที่กษัตริย์ผู้ทรงครองราชสมบัติต่อจาก พระเจ้าเลแถ่งห์โตง ล้วนแต่อ่อนและด้อยความสามารถ หมากดังยุง ที่ปรึกษาจึงเข้ายึดอำนาจการปกครอง และก่อตั้งราชวงศ์หมากขึ้น ส่วนทายาทของราชวงศ์เลได้ไปชุมนุมกันอยู่กับเหวียนกิม และตริงห์เกี่ยม หลังจากสู้รบกันหลายครั้ง พวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการยึดครองเมืองหลวงในภาคใต้ ในปี ค.ศ.1543 ก็ได้ตั้งราชสำนักขึ้นทางภาคใต้ใกล้กับแถ่งห์ฮวา จนกระทั่งพระเจ้าหมากเหมาเฮิพ กษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์หมากทรงสวรรคตในปี ค.ศ.1592

     ขุนพลตริงห์ได้ปล่อยให้เหวียนฮว่าง พระราชนัดดาของเหวียนกิม ปกครองราชสำนักทางใต้เป็นการชั่วคราว ส่วนเขาได้ขึ้นมาดูแลทางเหนือ หลังจากที่ปราบปรามทางเหนือจนสงบเรียบร้อย เขาได้รวบรวมอำนาจและก่อตั้งราชวงศ์เลขึ้นใหม่อีกครั้งในฮานอย ขุนพลตริงห์จึงกลับคืนสู่ภาคใต้ แต่พบว่าเหวียนฮว่าง ได้ยึดครองราชสำนักทางใต้ไว้โดยสิ้นเชิงแล้ว ในที่สุดหลังปี 1672 ความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จะกำจัดเหวียนฮว่างออกไปต้องประสบความล้มเหลว ขุนพลตริงห์จำต้องยอมรับการเขตแดนของประเทศที่แม่น้ำหลิงห์ ซึ่งอยู่ตรงเส้นขนานที่ 18

     กบฏเตยชิน (Tay Son : ค.ศ.1776-1792) การจลาจลที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะการบริหารที่ขาดความเป็นปึกแผ่นเกิดขึ้นทุกหัวระแหงในช่วงปีหลังๆ ของกษัตริย์สองพระองค์ พี่น้องตระกูลเตยเชิน คือ เหวียนหยาก เหวียนลือและเหวียนเหว่ ฉวยจังหวะนี้ก่อการปฏิวัติต่อต้านขุนนางตระกูลเลที่ปกครองแต่ เลเจียว สามารถหลบหนีไปจีน และขอความคุ้มครองจากจีน ปี ค.ศ.1788 ราชสำนักจีนจึงตัดสินใจส่งกองทัพมาปราบปรามประเทศที่กำลังแตกแยกนี้ เพื่อปกป้องประเทศชาติ เหวียเหว่ จึงได้สถาปนาตนเป็นพระเจ้ากวางตรุง แห่ง ฝูซวน และทรงเผด็จศึกกองทัพจีนได้ในเวลาอันรวดเร็ว พระองค์ทรงนำสันติสุขกลับมาสู่ภาคเหนือของประเทศตั้งแต่ชายแดนจีนจนถึงช่องเขาหายเวิน ในภาคกลาง และทรงอุทิศเวลาให้กับการฟื้นฟูประเทศ การปฏิรูประเบียบบริหารราชการและการพัฒนาเศรษฐกิจ
ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือพระเจ้ากวางตรุง ทรงให้ใช้ภาษาโนม ในฐานะภาษาเขียนทางการของเวียดนาม แทนภาษาจีนที่เคยถือกันว่าเป็นภาษาคลาสสิก แต่น่าเสียดายที่รัชสมัยของพระองค์กลับไม่ยืนยาวนักอันเนื่องมาจากสวรรคตก่อนอายุขัยในปี ค.ศ. 1792

     ราชวงศ์เหวียน (Nguyen Dynasty : ค.ศ.1792-1883) เหวียนแอ๋งห์ ผู้ครองอำนาจต่อจากพระองค์ทรงได้รับการสนับสนุนจากผู้จงรักภักดีต่อตระกูลเหวียน และได้ทำการขยายอำนาจไปทั่วประเทศ จากความช่วยเหลือของเมอซิเออร์ ปิกโน เดอ เบอาง มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นบิชอปแห่งเอดราน ชาวจีนในราชวงศ์หมิงต่างถือว่าเหวียนแองห์ เป็นผู้นำที่สามารถปกป้องพวกตนในแคว้นไดเวียต ที่รวบรวมขึ้นใหม่ได้ พวกเตยชิน ระแวงว่าพวกหมิงจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของเหวียนแอ๋งห์ และยิ่งระแวงมากขึ้นเมื่อตาพดิงห์ และหลีไต ซึ่งเป็นขุนพลชั้นนำของเตยชิน ก็เร่มปฏิบัติการล้างแค้นและสังหารหมู่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวจีนนับพันคน บิชอปแห่งเอดราน ทำการเจรจาตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลฝรั่งเศสแก่เหวียนแอ๋งห์ เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษทางการค้า แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังยุ่งอยู่กับปัญหาภายในของตนเอง บิชอปจึงรวบรวมเงินทุนและจัดตั้งกองทหาร ในการฝึกทหารด้วยเทคนิคสมัยใหม่ จึงถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะในปี ค.ศ.1801 เมื่อสามารถมีชัยชนะเหนือเตยชิน และสถาปตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิทรงพระนามว่า พระเจ้ายาลอง การช่วงชิงอำนาจระหว่างฝ่ายจีนและฝรั่งเศส ในราชสำนักเริ่มขึ้นในสมัยของพระองค์ ฝ่ายจีนในราชสำนักจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะพระองค์ทรงพึ่งพาความช่วยเหลือของขุนนางลัทธิขงจื๋อ มากกว่ามิชชันนารีคาทอลิกในการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้จักรวรรดิ ชาติที่ถูกรวบรวมขึ้นภายใต้ชื่อใหม่ว่า เวียดนาม นี้มีอาณาเขตจากชายแดนจีนจนจรดคาบสมุทรก่ามาทางใต้ พระองค์ทรงรวบรวมกฏหมายและพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการของลัทธิขงจื๊อ ส่งผลให้เว้กลายเป็นเมืองหลวงในการบริหารราชการแห่งใหม่ของประเทศพระเจ้ายาลอง ทรงออกกฏหมายฉบับใหม่เพื่อใช้แทนกฏหมายโห่งดึ๊ก โดยตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์

     การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของราชวงศ์เหวียน สะท้อนออกมาในการพัฒนาเมืองเว้อย่างเลิศเลอจนกลายเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดในเวียดนาม ขณะเดียวกันกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ยังได้ขยายอาณาเขตของเวียดนามเข้าไปในกัมพูชาและลาว ในทางตรงกันข้ามก็ได้ปิดประเทศจากการติดต่อกับชาติตะวันตกทางฝั่งทะเล ขณะเดียวกัน เจ้าชายแกงห์ พระโอรสองค์โตของพระเจ้ายาลอง ได้ทรงติดตามบิชอปแห่งเอดรานไปฝรั่งเศส ในระหว่างที่มีการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลฝรั่งเศส และเจ้าชายยังทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนสอนศาสนาในมะละกา และทรงเข้ารีตเป็นคาทอลิก ส่งผลให้เจ้าชายแก๋งห์เป็นเจ้าชายเวียดนามเป็นพระองค์แรก ที่ได้รับการศึกษาจากอาจารย์และแนวคิดแบบตะวันตก ผู้นำทางทหารในกองทัพตระหนักดี ถึงความเหนือกว่าของเทคโนโลยีทางทหารสมัยใหม่ของตะวันตก พระองค์ทรงได้รับการคาดหวัง จากหลายฝ่ายว่าจะเป็นผู้ที่นำไดเวียดก้าวเข้าสู่ความทันสมัย และการเป็นประเทศอุตสาหกรรม เมื่อในราชสำนักมีการอภิปรายกันถึงเรื่องผู้ที่จะสืบทอดอำนาจต่อจากพระเจ้ายาลอง ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคต การช่วงชิงอำนาจระหว่างฝ่ายจีนและฝรั่งเศสก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ผู้นำทางทหารหลายคนต่างสนับสนุนฝรั่งเศสและต้องการให้เจ้าชายแก๋งห์เป็นองค์รัชทายาท แต่เสนาบดีส่วนใหญ่ในราชสำนักอยู่ฝ่ายจีนและสนับสนุนเจ้าชายเหมียนโตง อนุชาของเจ้าชายแก๋งห์ และอีกครั้งที่ฝ่ายจีนประสบชัยชนะ เมื่อเจ้าชายแก๋งห์ทรงสิ้นพระชนม์ ด้วยโรคหัดเมื่อมีพระชนม์มายุได้ 21 ปี คำวินิจฉัยโรคนี้ขัดแย้งกับของมิชชันนารีที่ว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพราะยาพิษ ทันทีที่เจ้าชายเหมียนโตง ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้ามิงห์หม่าง การแบ่งแยกระหว่างฝ่ายจีนและฝรั่งเศสก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ผู้สนับสนุนเจ้าชายแก๋งห์ส่วนใหญ่หากไม่ถูกถอดยศก็ถูกประหารชีวิต ในเวลาเดียวกับคณะบาทหลวงคามอลิกก็เร่งการเผยแผ่ศาสนาของพวกตนซึ่งนับเป็นการกระตุ้นให้มิงห์หม่าง ใช้นโยบายต้านพวกคาทอริกยิ่งขึ้น มีการสั่งประหารมิชชันนารีคาทอลิกต่างชาติ รวมทั้งชาวเวียดนามที่หันไปเข้ารีตด้วย โอกาสที่จะพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและเป็นอุตสาหกรรมได้จบสิ้นลง การต่อสู้กับจักรวรรดินิยม นโยบายต่อต้านคาทอลิกของพระเจ้ามิงห์หม่าง ทำให้ฝรั่งเศสใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแซงเวียดนาม วัฎจักรแห่งการรุกรานและการยึดครองจึงเริ่มต้นอีกครั้ง การขึ้นบกของพวกฝรั่งเศสที่เมืองท่าทูเรน (Tourane-ดานัง ในปัจจุบัน ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1858 เป็นลางบอกเหตุของการเริ่มต้นยืดครองอาณานิคมซึ่งจะกินเวลาต่อมาอีกเกือบศตวรรษ รัฐบาลฝรั่งเศสต้องการสร้างอิทธิพลทางศาสนาและทางยุทธศาตร์ในอินโดจีน แต่ความต้องการที่จะแต่งตั้งกงสุลฝรั่งเศสและผู้ช่วยทูตพาณิชย์ในดานัง ถูกปฏิเสธจากราชสำนักของกษัตริย์แห่งเว้ ฝรั่งเศสจึงโต้ตอบด้วยการยึดดานัง

     ต่อมาในปี 1861 ฝรั่งเศสเข้ายึดไซ่ง่อน อีก 6 ปีต่อมา ตอนใต้ทั้งหมดของประเทศ ได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โคชินไชน่า ก็ถูกผนวกเข้าเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเริ่มขยายอำนาจขึ้นไปทางเหนือในปี ค.ศ.1883 และแล้วตอนกลางของเวียดนามภายใต้ชื่อใหม่ว่าอันนาม และตอนเหนือหรือตังเกี๋ยก็ได้กลายเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส ชาวเวียดนามไม่ได้มีชีวิตที่มีความสุขภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสมากไปกว่า เมื่อพวกเขาอยู่ใต้อำนาจของจีน ในปี ค.ศ.1893 พระเจ้าฮามงี และฟานดิงห์ฟุง ทรงจัดตั้ง เกินเวือง ซึ้งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ และก่อจราจลขึ้นที่ฮาติงห์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาพระเจ้ายวุยเติน ทรงจัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติขึ้นมาในปี ค.ศ.1916 แต่ว่าพระองค์ทรงถูกยึดอำนาจและขึ้นปกครองแทนโดยพระเจ้าไคดิงห์

     ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการจัดตั้งกลุ่มชาตินิยมทำการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านฝรั่งเศสขึ้นหลายกลุ่ม นำโดยนักปรัชญาหัวรุนแรงในลัทธิในลัทธิขงจื๊อ ฟานโบ่ยเจา ฟานจูตริงห์ และเจ้าชายเกื่องเด ผู้เป็นพระนัดดาของเจ้าชายแก๋งห์ ซึ่งเริ่มหันเหสู่ความคิดแบบประชาธิปไตย ปี ค.ศ.1904 พวกเขาได้จัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางตะวันออกขึ้นในปี ค.ศ.1907 ลอบส่งนักศึกษาไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่เจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นกลับช่วยเหลือนักศึกษาบางคนให้หลบหนีไปยังจีน เมื่อชาวเวียดนามพลัดถิ่นในจีนได้ไปเห็นการปฏิวัติของก๊กมินตั๋งที่นำไปโดยซุนยัดเซ็นในปี ค.ศ.1911 บางคนเชื่อว่าเวียดนามพร้อมแล้วสำหรับการทำรัฐประหาร แบบเดียวกัน จึงได้ตั้งพรรคเวียดนามกว็อกเยินดั่งขึ้น ต่อมาพรรคนี้ได้กลายเป็นพรรคปฏิวัติชั้นแนวหน้าในการต่อสู้กับฝรั่งเศส แต่ฝ่ายปฏิวัติก็ยังขาดความเป็นเอกภาพ มีช่องว่างกว้างใหญ่ระหว่างฟานจูตริงห์ นักปฏิวัติที่มีแนวความคิดแบบตะวันตก กับฟานโบ่ยเจา ที่มีความคิดแบบชาตินิยม ฟานดริงห์ ไม่เห็นด้วยกับการอาศัยความช่วยเหลือจากต่างชาติในการขับไล่พวกจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส เขาเชื่อว่าเวียดนามสามารถได้รับอิสรภาพโดยอาศัยกระบวนการตามแนวทางของประชาธิปไตย และในปี ค.ศ.1915 เขาได้เดินทางไปปารีสเพื่อจัดชุมนุมชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ที่นั่น รวมทั้งนักการเมืองฝรั่งเศสหัวรุนแรง เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของเวียดนามต่อการปกครองแบบอาณานิคม ความรู้สึกชาตินิยมมีความรุนแรงขึ้นในเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา แต่การลุกฮือขึ้นเพื่อหยั่งเชิงกลับประสบความล้มเหลว เนื่องจากฝรั่งเศสไม่ยอมอ่อนข้อให้ เหตุการณ์ของการปฏิวัติรัสเซียมีอิทธิพลต่อนักปฏิวัติหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อโฮจิมินห์ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่สุดของเวียดนามในศตวรรษที่ 20 เหวียดทัดแถ่งห์ ภายใต้ชื่อปลอมว่า เหวียนไอกว็อก ร่วมทำงานกับฟานจูตริงห์

     ในการยื่นคำร้องต่อการปกครองแบบอาณานิคมเสนอต่อการประชุมที่แวร์ซายส์ในปี ค.ศ.1919 เหวียนไอกว็อก ซึ่งต่อมาใช้ชื่อว่า โฮจิมินห์ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญญาชนฝรั่งเศส ซึ่งได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสขึ้นในปี ค.ศ.1921 เขาเดินทางไปมอสโควเพื่อเข้ารับการอบรมในฐานะ Kominternshik หรือผู้แทนของคอมมิวนิสต์สากล
ปี ค.ศ. 1924 เหวียนไอเกว็อก ถูกส่งไปจีนในฐานะผู้แทนในทีมที่ปรึกษาของโบโรดีน (Borodine) ต่อพรรคคอมมีวนิสต์ของจีน ที่นั่นเองที่เขาติดต่อกับนักปฏิวัติหนุ่มชาวเวียดนามหลายคน และได้ก่อตั้งสมาคมเยาวชนเวียดนามขึ้นแข่งกับองค์กรอื่นเพื่อปลดแอกประเทศ และเพื่อการฝึกอบรม สมาชิกบางคนจึงถูกส่งไปมอสโคว์ ในขณะที่คนอื่นๆ เริ่มมีความใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่างฝ่ายสนับสนุนจีนกับฝ่านสนับสุนโซเวียตเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ในปีเดียวกันนั้นพระเจ้าไคดิงห์ ได้เสด็จสวรรคตและเบ๋าได่ (Bao Dai) โอรสของพระองค์ซึ่งตอนนั้นมีพระชนม์มายุเพียง 12 พรรษา ทรงขึ้นครองราชย์แทน ปี ค.ศ. 1930 โดยคำแนะนำของโคมินห์เทิร์น เหวียนไอกว็อก ประสบความสำเร็นในการจัดชุมนุมกล่อมคอมมิวนิสต์หลายกลุ่ม และตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนขึ้น นับเป็นครั้งแคกในประวิติศาสตร์ที่มีการก่อตั้งพรรคปฏิวัติอย่างเป็นระบบ ด้วยแรงสนับนุนทางการเงินและความคิดอย่างไม่จำกัดจากประเทศมาหอำนาจ และในปีค.ศ. 1930 นันเอง ภายใต้การนำของเหวียนไทฮ็อก (Nguyen Thai Hoc) พรรคกว็อกเยินดั่ง (Quoc Dan Dang) ได้ก่อการจลาจลทางทหารขึ้นต่อมากลุ่มคอมมิวนิสต์ ซึ่งเจริญรอยตามการสร้างกระแสขึ้นในนามของกลุ่มเคลื่อนไหวเหง่ติงห์โซเวียต (Nghe Tinh Soviet) ได้นำกลุ่มชาวนามาประท้วงฝรั่งเศสจึงตอบโต้ ด้วยการใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้นต่อกลุ่มเคลื่อนไหวที่ยังอ่อนหัด ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 หัวเมืองชายฝั่งส่วนใหญ่ของจีนตกอยู่ภายใต้อำนาจของกองกำลังญี่ปุ่น ส่วนในเวียดนาม กองทัพญี่ปุ่นสามารถยึดครองภูมิภาคสำคัญ ๆ ไว้ได้อย่างรวดเร็วในปีค.ศ. 1940

     สงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับเวียดนามแล้ว การระเบิดของสงครามโลกคร้งที่ 2 ในเดือนกันยายน ค.ศ.1939 นับเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับการยืดครองดานัง ของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1858 เลยทีเดี่ยวรัฐบาลวิชชี่ (Vichy) ของฝรั่งเศสที่สนับสนุนนาซี ยอมรับการยืดครองอินโดจีนของญี่ปุ่น แต่ยังคงได้รับอนุญาตให้บริหารเวียดนามต่อไป ต่อมาในเดีอน มีนาคม ค.ศ. 1945 ด้วยความตระนักว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน ญี่ปุ่นจึงประกาศให้เวียดนามเป็น "อิสระ" ภายใต้ "การคุ้มครอง"ของญี่ปุ่น โดยมีพระเจ้าเบ๋าได่ เป็นประมุขของรัฐ

     การยอมจำนนของญี่ปุ่นในอีกไม่กี่เดือนต่อมาเป็นการเปิดฉากที่เหวียนไอกว็อก คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ก่อนหน้านั้นคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนได้ประชุมกันทางตอนใต้ของจีน และประกาศก่อตั้งสันนิบาตปฏิวัติ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ เวียดมิงห์(Viet Minh-คนไทยออกเสียงว่า เวียดมินห์) เพื่อปลดแอกเวียดนาม ท้ายที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในการก่อตั้ง "สหภาพของกลุ่มชาตินิยมชาวเวียดนามที่แตกต่างกันภายใต้ทิศทางคอมมิวนิสต์" อันเป็นเป้าหมายที่เขามุ่งมั่นมาตลอดนับตั้งแต่ประกาศออกมาที่คินเทิร์นในปี ค.ศ. 1924 ว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนของเขา ในตอนแรกนั้น ผู้นำชาตินิยมของจีนให้การสนับสนุนพวกเวียดมิงห์ แต่ต่อมาพวกเขาล่วงรู้ว่าเหวียนไอกว็อก มีใจฝักใฝ่การเมืองสายใหม่จึงจำคุกเขา และก่อตั้งองค์การคู่แข่งขึ้น แต่ไม่นานนักก็ตระหนักว่าองค์การของเหวียนไอกว็อก เป็นสิ่งจำเป็น จึงปล่อยเขาเป็นอิสระในปี ค.ศ. 1943 และยอมรับเหวียนไอกว็อก ว่าเป็นผู้นำของเวียดมิงห์ จากนั้นมาเขาได้เปลียนไปใช้นามว่า โฮจิมินห์ ในช่วงนี้โวเหวียนยาพ (Vo Nguyen Giap-คนไทยออกเสียงว่า โวเหวียนเกี๊ยพ) ผู้ร่วมงานคนสำคัญของโฮได้จัดตั้งกลุ่มกองโจรขึ้นในหลายส่วนของเวียดนามเหนือ รวมทั้งสร้างเครือข่ายงานจารกรรมขึ้นด้วยมีการตั้งหน่วยลับของคอมมิวนิสต์อินโดจีน หลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้ในปี1945 อันเป็นเทยเกอ(Thaoi co) หรือจังหวะเหมาะที่จะก่อการจจลาจลทั่วไปขึ้น

     ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เวียดนามต้องเผชิญกับสูญญากาศทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลของพระเจ้าเบ๋าได่ คงอยู่แต่เพียงในนามเท่านั้นกองกำลังชาตินิยมของจีนได้ข้ามพรมแดนเวียดนามมาจนถึงเส้นขานานที่ 16 เพื่อรับการยอมของญี่ปุ่น ส่วงอังกฤษก็เข้าควบคุมทางภาคใต้ ราวกลางเดือนสิงหาคม ความสับสนวุ่นวายและสภาพอนาธิปไตยเกิดขึ้นอีกครั้งด้วยการใช้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนใต้ และเวียดมิงห์ เป็นสื่อกลางโฮจิมินห์ ดำเนินการเพื่อเป็นกองกำลังทางการเมืองที่มีอิทธิพล โดยการยึดครองดินแดนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ วันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เมื่อเวียดมิงห์ ประกาศตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อปลดแอกเวียดนาม อีก 3 วันต่อมา กลุ่มกองโจรของโฮเข้ายึดฮานอยได้สำเร็จ จากนั้นก็ถึงคราวของเว้ในอีก 4 วันถัดไป เมื่อรัฐบาลของพระเจ้าเบ๋าได่ ถูกปิดล้อมและทรงถูกร้องขอ ให้ส่งมอบตราพระราชลัญจกร พระเจ้าเบ๋าได่ ทรงยอมสละอำนาจเพราะเชื่อว่าเวียดมิงห์ เป็นแนวร่วมแห่งชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายสัมพันธมิตร กองกำลังของโฮตอนนี้สามารถควบคุมไซ่ง่อนและบริเวณชนบทที่อยู่รอบๆ ได้ทั้งหมดแล้ว โฮประกาศตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นในฮานอย และในต้นเดือนกันยายนเขาก็ได้ประกาศตัวเป็นประธานธิบดี แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม แต่ถึงกระนั้นก็ตามโฮพบว่าตนเองอยู่ในสถานภาพที่ไม่มั่นคงโดยสิ้นเชิง เมื่อกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรมาถึง เขาพรางการมีอยู่ของลัทธิคอมมิวนิสต์ไว้ภายในเวียดมิงห์ และแสวงหาการสนับสนุนจากทั้งจีนและฝรั่งเศส ท่ามกลางการเคลื่อนไหวแบบที่ไม่เคยเปรากฏมาก่อน พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนประกาศสลายตัวเองในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตามความเป็นจริงก็ยังคงดำเนินกิจกรรมไปตามปกติ หลังจากนั้นโฮจึงเตรียมการต่อรองสถานภาพในอนาคตของเวียดนามกับฝรั่งเศส ด้วยจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1946 พวกเวียดมิงห์ได้เสิยงข้างมากในสภาแห่งชาติครั้งแรก รัฐบาลของโฮได้รับการรับรองในการประชุมสภาสมัยแรกในเดือนมีนาคม แต่ในการประชุมครั้งที่ 2 มีสมาชิกสภาเพียง 291 คน และฝ่ายค้าน 37 คนเท่านั้นที่มาประชุม เมื่อถูกขอให้อธิบายว่าเหตุใดจึงมีผู้มาร่วมน้อยเช่นนั้น รัฐมนตรีเวียดมิงห์ คนหนึ่งจึงประกาศว่าผู้ไม่เข้าร่วมนั้นเป็นเพราะถูกจับกุมเนื่องจากการกระทำความผิดทางอาญา รัฐธรรมนูญแห่งชาติฉบับแรกของประเทศจึงได้รับการรับรองด้วยคะแนนเสียง 240 ต่อ 1 ในที่สุดฝรั่งเศสจำต้องยอมรับว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม เป็นรัฐอิสระภายในสหภาพฝรั่งเศส แต่ความสัมพันธ์กลับเสื่อมลง ความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น และมาถึงขีดสุดเมื่อฝรั่งเศสทิ้งระเบิดเมืองท่าไฮฟอง (Hai Phong) ในวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1946 โฮได้สั่งการให้ต่อต้านฝรั่งเศสในฮานอย และที่กองทหารฝรั่งเศสในเวียดนามเหนือและกลางสงครามกู้อิสระภาพอันยาวนานนับทศวรรษจึงเปิดฉากขึ้น

     สงครามต่อต้านอันยืดเยื้อ สงครามเพื่ออิสรภาพของประเทศที่เริ่มขึ้นอีกครั้ง ชาวเวียดนามพากันจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับฝรั่งเศส แม้จะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักธาตุแท้และอุดมการณ์ของผู้นำคนใหม่และพรรคของเขา พลเมืองขาดความเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศของตนโดยสิ้นเชิง รวมทั้งไม่สามารถวาดภาพสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ได้ สำหรับพวกเขาแล้วด้วย ประโยชน์เฉพาะหน้า พรรคใหม่ขของโฮจิมนห์ ดูจะประกอบด้วยพวกชาตินิยมที่กำลังต่อสู้กับศัตรูที่เป็นที่รู้กันทั่วไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นคือความเป็นเอกราชของชาติ และจริงๆแล้วแม้ในปัจจุบัน ในขณะที่ประเทศนำเอาสิ่งที่เรียกกันว่าระบบเศรษฐกิจเสรีเข้ามาใช้ และกำจัดส่วนใหญ่ของระบบคอมมิวนิสต์ทิ้งไปนั้น ก็ยังคงมีการเน้นว่าสงครามต่อต้านที่เกิดในอดีตนั้นเป็นผลงานของพวกชาตินิยม โดยคำสั่งของโฮโวเหวียนยาพ ได้ดำเนินการรบเชิงรุกต่อต้านกองกำลังของฝรั่งเศสขึ้นทั่วไป แต่เมื่อเผชิญกับกำลังที่เหนือกว่า กองทหารของโฮต้องถูกบังคับให้ถอยร่นไปสู่ชนบท พวกเขานำเอายุทธวิธีการรบแบบกองโจร ของเหมาเจ๋อตุงมาใช้โดยยึดแนวคิด "สงครามของประชาชน กองทัพของประชาชน" โจมตีโดยก่อวินาศกรรมหน่วยทหารฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากกว่าที่จะเข้าไปพัวพันด้วยการสู้รบแบบเต็มรูปแบบ หลังจากกองโจรของโฮสามารถทำลายที่มั่นหลายแห่งของฝรั่งเศสบริเวณชายแดนจีนได้สำเร็จ รัฐบาลทั้งสองได้สถาปนาความสัมพันธ์โดยตรงขึ้นเป็นครั้งแรก จีนได้กลับกลายมาเป็นพันธมิตร ปักกิ่งช่วยจัดหายุทโธปกรณ์ ยุทธปัจจัย และความช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อพัฒนากองทัพเวียดมิงห์ ในส่วนของเขานั้น โฮพยายามเพิ่มฐานอำนาจของรัฐบาลจากการสนับสนุนของพวกชาตินิยม ช่วงปี ค.ศ.1951 เขาได้รวมเวียดมิงห์เข้ากับ เลียนเวียด หรือแนวร่วมผู้รักชาติซึ่งเป็นสมาคมใหม่ เพื่อตั้งสหภาพแห่งชาติของเวียดนาม และได้ประกาศตั้งพรรคแรงงาน (Lao Dong) ขึ้นเพื่อพรางตัวพรรคคอมมิวนิสต์ที่สลายตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงยังคงดำเนินงานอยู่ พวกชาตินิยมและพวกที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ถูกบังคับให้เลือกระหว่างระบอบการปกครองใหม่กับระบบอาณานิคมของฝรั่งเศส

     กองโจรของพยาพขยายเขตแดนของตนเองอย่างรวดเร็ว ในระหว่างปี ค.ศ. 1952-1953 ราวฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1953 หลายกลุ่มกำลังฝึกอบรมอยู่ในลาวและเข้าร่วมกับพวกสนับสนุนคอมมิวนิสต์ของลาว ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1954 ฐานทัพของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู ประสบความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ จนต้องถอยร่นลงมาอยู่ใต้เส้นขนานที่ 16 องศา สงครามกู้อิสรภาพสิ้นมสุดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 กรกฎาคม หลังการเจรจาต่อรองอย่างยืดเยื้อที่เจนีวา จึงได้อิสรภาพของประเทศกลับมาอย่างเต็มที่ แต่ทว่าในเดือนสิงหาคมมีมติให้แบ่งแยกประเทศที่เส้นขนานที่ 17 จนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในกลางปี ค.ศ.1956 ส่วนเหนือของประเทศกลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม หรือเรียกว่าเวียดนามเหนือ ภายใต้การนำของพรรคเลาด่ง ส่วนทางใต้กลายเป็นสาธารณรัฐเวียดนามใต้ โดยกองกำลังฝรั่งเศสชุดสุดท้ายออกจากเวียดนามและอินจีนในเดือนเมษายน ค.ศ.1956 พระเจ้าเบ๋าได่ ทรงขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายในนามของพวกสนับสนุนกษัตริย์ โดยทรงขอให้แต่งตั้งโงดิงห์เยียม เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของดินแดนที่จะกลายเป็นเวียดนามใต้ แต่ในการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยความฉ้อฉล พระเจ้าเบ๋าได๋ ถูกเยียมขับออกจากบัลลังก์ นับเป็นอวสารของราชวงศ์เหวียน และเป็นการเริ่มต้น สาธารณรัฐเวียดนาม (พระเจ้าเบ๋าได่ เพิ่งถึงแก่อสัญกรรม ในปี ค.ศ.1997 ที่กรุงปารีสในขณะมี อายุ83 ปี)

     การแบ่งออกเป็นเหนือและใต้ การเลือกตั้งที่ถูกกำหนดโดยข้อตกลงเจนีวาไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าในช่างปี ค.ศ.1954-1974 เวียดนามทั้งสองฝ่ายไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า หรือวัฒนธรรมระหว่างกันเลย สภาวะสงครามระหว่างสองส่วนของประเทศนี้ได้ปรากฏขึ้นอย่างแท้จริง การที่เวียดนามเหนือเพิ่มกำลังทหาร และกิจกรรมการปฏิวัติ ทำให้โอกาสที่จะมีการรวมชาติโดยผ่านการเลือกตั้งโดยเสรียิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ ในขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มการสนับสนุนทางทหารแก่เยียม ทำให้เวียดนามใต้กลายเป็นรัฐในอารักขาของอเมริกา

     ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1960 แนวร่วมเพื่อการปลดแอกแห่งชาติของเวียดนามใต้ (NLF) ถูกจัดตั้งขึ้นและเริ่มทำการปฏิวัติเพื่อต่อต้านระบบการปกครองที่ขาดเสถียรภาพในภาคใต้ ขบวนการคอมมิวนิสต์ภาคใต้ในนามของเวียดกง เริ่มเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ช่วงต้นทศรรษ 1960 เมื่อถูกกดดันหนักขึ้น เยียมจึงออกมาตรการปราบปรามองค์การทางศาสนาพุทธอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1963 ทิกกว่างดึ๊ก(Thich Quang Duc) พระสงฆ์วัย 66 ปี ผู้เป็นที่เคารพของชนทั่วไป ได้กระทำอัตวินิบาตกรรมบนหัวมุมถนนในกรุงไซ่ง่อน ขณะที่ภาพของท่านซึ่งกำลังถูกไฟเผาไหม้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกโดยหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์นั้น เปลวไฟที่ลุกท่วมตัวท่านก็แผดเผาจิตสำนึกของชาวเวียดนาม ชาวอเมริกันและนานาชาติด้วย เหตุการ์ณนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุคสมัยของเยียม เยียมและน้องชายถูกสังหารในอีก 5 เดือนต่อมาโดยเจ้าหน้าที่ของตนเอง จากรัฐประหารที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน ช่วงต้นปี ค.ศ.1965 เป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงในเวียดนาม เมื่อประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน1 ตัดสินใจส่งทหารเข้าสู่เวียดนาม ปลายปี ค.ศ.1967 ปรากฏว่ามีทหารอเมริกันกว่า 500,000 คนและทหารของสัมพันธมิตรอีก 100,000 คน จุดเปลี่ยนของสงครามเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1968 เมื่อพวกเวียดกง ทำการจู่โจมไซ่ง่อนและอีกหลายเมืองทั่วเวียดนามใต้ในวันเต๊ด (Tet) อันเป็นวันปีใหม่ตามจันทรคติ การบุกในวันเต๊ดนี้ รวมถึงการเข้าโจมตีสถานทูตอเมริกันด้วย ซึ่งทำความตกตะลึงและนำความอับอายมาสู่สหรัฐอเมริกา ที่เริ่มมองว่าสงครามครั้งนี้หาประโยชน์ไม่ได้อย่างยิ่ง ประธานาธิบดีจอห์นสันประกาศว่า เขาจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งใหม่อีก ริชาร์ด นิกสัน ผู้ครองตำแหน่งต่อจากเขาให้สัญญาในแผนการลับที่จะยุติสงคราม ในปี ค.ศ.1969 โฮจิมินห์ เสียชีวิตโดยไม่ทันได้เห็นงานของตนเองประสบผลสำเร็จ ส่งผลให้การเจรจาสันติภาพที่ปารีสยืดเยื้อออกไปช่วงปี ค.ศ.1968-1973
ข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีสปี ค.ศ.1973 มีจุดประสงค์เพื่อยุติการสู้รบทั้งมวล สหรัฐอเมริกายอมถอนทหารออกไป แต่เวียดามทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมเสียเวาที่จะละเมิดข้อตกลงในปี ค.ศ.1975 ในขณะที่กองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์รุกคืบลงไปทางใต้อย่างไม่ลดละ และรัฐบาลไซ่ง่อนกำลังระส่ำระส่ายนั้น รัฐสภาของสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติม ส่งผลให้เวียดนามใต้หมดความสามารถที่จะทำสงครามต่อไป ผู้นำของฝ่ายเหนือจึงทำการเผด็จศึกเวียดนามใต้สำเร็จ ในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1975 กองทัพของฝ่ายเหนือเข้าสู่กรุงไซง่อน การต่อสู้เพื่ออำนาจอันยาวนานของพรรคคอมมิวนิสต์จึงสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอย่างสมบูรณ์ที่สุด เวียดนามตอนนี้เป็นอิสระจากการควบคุม ปลอดจากอิทธิพลและกองกำลังของต่างชาติ อีกทั้งยังสามารถวางแผนการสำหรับประเทศเพื่อความพร้อมที่จะรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เวลาเวียดนามขณะนี้



อุณหภูมิเวียดนามขณะนี้


ข้อมูลท่องเที่ยวเวียดนาม

ข้อมูลทั่วไป
ประวัติศาสตร์เวียดนาม
ระเบียบการเข้าเมือง
ปลั๊กและกระแสไฟฟ้า
ภาษาเวียดนามที่ควรรู้
แผนที่ประเทศเวียดนาม
สถานทูตเวียดนาม
ซาปา
ตลาดบั๊กห่า
ฮานอย
ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม
วัดหง็อกเซิน
หุ่นกระบอกน้ำ
สุสานโฮจิมินห์
พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์
เว้
นครจักรพรรดิ
สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก
สุสานจักรพรรดิไคดิงห์
สุสานจักรพรรดิมิงห์หม่าง
เจดีย์เทียนมู่
แม่น้ำหอม
โบสถ์ลาวาง
อุโมงค์วินห์ม๊อก
ดานัง
โบสถ์คริสต์
วัดกวางมินห์
วัดกาวได๋
พิพิธภัณฑ์จาม
อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ
อ่าวดานัง
หาดนอนเนื้อก
แม่น้ำหาน
ฮอยอัน
สมาคมฟุกเกี๋ยน
สะพานญี่ปุ่น
บ้านเลขที่ 101
ศูนย์วัฒนธรรมและหัตถกรรม
พิพิธภัณฑ์เซรามิก
แม่น้ำทูโบน
หาดกาวได๋
หุบเขาหมี่เซิน
ดาลัท
โบสถ์คอนแวนต์โดเมนเดอมารี
พระราชวังฤดูร้อน
ทะเลสาบซวนฮวาง
โบสถ์คริสต์
หุบเขาแห่งความรัก
สวนพฤษศาสตร์ดาลัด
น้ำตกดาทันลา
ทะเลสาบพาราไดซ์
โฮจิมินห์ซิตี้
จัตุรัสโฮจิมินห์
ตลาดเบนถั่น
Opera House
โบสถ์นอร์ทเธอดาม
ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์
พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์
ทำเนียบฯเวียดนามใต้
อุโมงค์กู่จี

โปรแกรมทัวร์เวียดนาม


บริษัท ช้างน้อย ฮอลิเดย์ จำกัด

23/328   ซ.นวมินทร์ 68   คลองกุ่ม   บึงกุ่ม    กทม.  10240
โทรศัพท์ 02 056 7499 E-mail :
changnoi-holiday@hotmail.com Facebook :
ChangnoiHoliday
Copyright © 2552 Changnoi Holiday Co., Ltd. All rights reserved. Powered by Lakkai Cyber

ริการจัดนำเที่ยว ทั้งในและต่างประเทศ ทุกที่ ที่คุณอยากไป ในราคาที่คุณกำหนดได้
ทัวร์ตะรุเตา ทัวร์ลาวใต้ ทัวร์หลวงพระบาง ทัวร์อินเดีย ทัวร์ฮานอย ทัวร์ทีลอซู ทัวร์สิบสองปันนา ทัวร์เยอรมัน ทัวร์ยี่เป็ง ทัวร์น่าน ทัวร์กระบี่ ทัวร์สิมิลัน ทัวร์สเปน ทัวร์กุ้ยหลิน ทัวร์จางเจียเจี้ย ทัวร์ฝรั่งเศส ทัวร์อังกฤษ ทัวร์ฮังการี ทัวร์จิ่วจ้ายโกว ทัวร์ซีอาน ทัวร์ไต้หวัน ทัวร์ฮอกไกโด ทัวร์ทุ่งดอกบัวตอง รับทำวีซ่า ทัวร์ภูกระดึง ทัวร์ลี่เจียง รับทำวีซ่าจีน รับทำวีซ่าพม่า ทัวร์อิตาลี ทัวร์สวิส ทัวร์เวียดนาม