สิงห์บุรี
เมืองอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย ด้วยเรื่องราววีรกรรมการสู้รบของชาวบ้านบางระจัน
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ
142 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 841 ตารางกิโลเมตร ตัวเมืองตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสามสายไหลผ่านคือ
แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงเล่าถึงเมืองสิงห์ไว้ว่า เมืองสิงห์บุรีเป็นเมืองใหญ่และเก่ามาก
มีป้อมปราการ วัง วัดมหาธาตุและของสำคัญคือ พระนอนจักรสีห์ใหญ่กว่าพระนอนองค์อื่นๆ
ในเมืองไทย ทำเป็นแบบพระนอนอินเดียเหมือนเช่นที่ถ้ำเมืองยะลา
เมืองสิงห์บุรีเรียกชื่อต่างกันดังนี้คือ เมืองสิงหราชาธิราช
เมืองสิงหราชา เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมน้ำจักรสีห์อันเป็นลำน้ำใหญ่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยา
200 เส้น เพราะแม่น้ำจักรสีห์ตื้นเขิน เมืองสิงห์จึงกลายเป็นเมืองลี้ลับ
เมืองสิงห์บุรีตั้งขึ้นเป็นจังหวัดสิงห์บุรีเมื่อปี
พ.ศ. 2438 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
5 ปัจจุบันแบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ คืออำเภอเมือง
อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน อำเภอพรหมบุรี
และอำเภอท่าช้าง
เสน่ห์ของเมืองสิงห์บุรี
คือ การตั้งชื่อถนนในเมืองเป็นชื่อวีรชนบ้านบางระจัน
เช่น ถนนนายแท่น ถนนนายดอก ถนนนายอิน ถนนนายเมือง ถนนขุนสรรค์
เป็นต้น และนอกจากนี้จังหวัดสิงห์บุรียังเป็นเมืองที่มีวัดมากมายทั้งเก่าและใหม่ต่างยุคกัน
ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดชัยนาท และจังหวัดนครสวรรค์
ทิศใต้ ติดต่อจังหวัดอ่างทอง
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดลพบุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี

งานเทศกาลกินปลาและงานกาชาดจังหวัดสิงห์บุรี
ประมาณปลายเดือนธันวาคมของทุกปี เนื่องจากจังหวัดสิงห์บุรีมีลำน้ำแม่ลาเป็นลำน้ำธรรมชาติที่มีปลาชุกชุม
และมีชื่อเสียงมากคือ ปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดของสิงห์บุรี
นอกจากนี้สิงห์บุรียังเป็นถิ่นกำเนิดของแม่ครัวหัวป่า
ต้นตำรับอาหารคาว-หวาน ที่มีชื่อเสียง ดังนั้นงานเทศกาลกินปลาจึงเป็นที่รวบรวมอาหารรสเด็ดนานาชนิดของสิงห์บุรี
การแข่งเรือยาวประเพณี
การแข่งขันเรือยาวจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี
ที่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ริมเขื่อนหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า
ซึ่งมีเรือที่มีชื่อเสียงของจังหวัดต่างๆ ส่งเข้าร่วมการแข่งขัน
เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นับเป็นงานประเพณีที่ตื่นเต้นสนุกสนานและเร้าใจ
ตลอดจนได้เพลิดเพลินกับความสวยงามของเรือแต่ละลำที่ตกแต่งลวดลายและประชันฝีพายกันอย่างเต็ม
ประเพณีตีข้าวบิณฑ์
เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ทำกันอยู่แห่งเดียวที่หมู่บ้านจักรสีห์
อำเภอเมืองสิงห์บุรี นิยมทำในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่
13-15 เมษายน ของทุกปี ชาวบ้านจะนัดกันทำพิธีโดยการนำข้าวเหนียวหรือข้าวเหนียวแดงมาหุงหรือนึ่งพอสุกนำมาใส่ใบตองพับเป็นรูปกรวย
นำไปถวายหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ ที่วัดพระนอนจักรสีห์
ด้วยการนำพานใส่กรวยข้าวเหนียวที่เตรียมวางไว้ด้านหน้าองค์พระนอนเพื่อทำพิธีถวายข้าวเหนียว
เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปพอสมควรจะทำพิธีลาข้าว ทุกคนจะตรงไปที่พานข้าวของตน
แบ่งข้าวเหนียวในกรวยใส่กระทง แล้วนำไปวางไว้ที่หน้าองค์พระนอนพอเป็นสังเขป
จากนั้นชาวบ้านจะแยกกันนั่งเป็นวง ๆ ละ 6-7 คน แบ่งกันรับประทานข้าวที่เหลือ
ซึ่งถือว่าเป็นข้าวบิณฑ์ของหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์
ประเพณีกำฟ้า
เป็นงานบุญพื้นบ้านของชาวไทยพวนที่บ้านบางน้ำเชี่ยว
และหมู่บ้านโภคาภิวัฒน์ อำเภอพรหมบุรี จัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาและระลึกถึงเทพยดาผู้รักษาฟากฟ้า
และบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ถือเอาวันขึ้น 2 ค่ำ
เดือน 3 เป็นวันสุกดิบ โดยชาวบ้านจะช่วยกันตำข้าวปุ้น
(ขนมจีน) และข้าวจี่ ข้าวหลาม ไว้สำหรับทำบุญตักบาตรในวันรุ่งขึ้น
พิธีจะมีในตอนเย็น เรียกกันว่า ไปงันข้าวจี่ ชาวบ้านจะนำข้าวสารเหนียว
ไข่ น้ำตาล ไปเข้ามงคลในพิธีเจริญพุทธมนต์ กลางคืนจะมีมหรสพแสดงกันเป็นที่สนุกสนาน
ตกดึกจะพากันนึ่งข้าวเหนียว ทำขนม ในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน
3 ซึ่งเป็นวันกำฟ้า ชาวบ้านก็จะนำไทยทานและอาหารที่เตรียมไว้ไปร่วมทำบุญที่วัด
เมื่อพ้นกำฟ้า 7 วันแล้ว จะต้องกำฟ้าอีกครึ่งวัน และนับต่อไปอีก
5 วัน จะมีการจัดอาหารถวายพระ เสร็จแล้วนำไฟดุ้นหนึ่งไปทำพิธีเลียแล้ง
โดยการนำไปลอยตามแม่น้ำลำคลอง ถือเป็นการบูชาและระลึกถึงเทพเจ้า
เป็นอันเสร็จพิธีกำฟ้า
งานวันวีรชนค่ายบางระจัน
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ที่บริเวณอนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน
ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน ประกอบไปด้วยพิธีสักการะรูปจำลองพระอาจารย์ธรรมโชติ
และวางพวงมาลาสักการะอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน การแสดงละครประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวีรกรรมวีรชนค่ายบางระจัน
ประกอบแสง สี เสียง การละเล่นพื้นบ้าน มหรสพ การแสดงนิทรรศการของดีเมืองสิงห์ต่าง
ๆ มากมาย
ประเพณีกวนข้าวทิพย์
การกวนข้าวทิพย์หรือข้าวมธุปายาสนี้มักจะจัดขึ้นที่หมู่บ้านวัดกุฎีทอง
บ้านโภคาภิวัฒน์ วัดอุตมะพิชัย อำเภอพรหมบุรี วันทำพิธีกวนข้าวทิพย์มิได้กำหนดไว้เป็นที่แน่นอน
มักจะทำกันในช่วงข้าวกำลังเป็นน้ำนมโดยการปลูกปะรำพิธีแล้วใช้ด้ายสายสิญจน์วนรอบปะรำพิธี
นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์แล้วให้หญิงสาวพรหมจารีนำเครื่องปรุงข้าวทิพย์ต่าง
ๆ ที่เตรียมไว้ 9 สิ่ง ได้แก่ ถั่ว งา นม เนย น้ำตาล
มะพร้าว น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และน้ำที่คั้นได้จากข้าวน้ำนมใส่ลงในกระทะ
ที่ใช้ไฟสุมเพลิงจากดวงอาทิตย์ติดไฟด้วยฟืนไม้ชัยพฤกษ์
และไม้พุทรา ขณะใส่ของต่างๆ ลงในกระทะพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา
ย่ำฆ้อง ย่ำกลอง การจัดพิธีกรรมยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้
คือ มีพราหมณ์เข้าพิธี และสาวพรหมจารีที่จะเข้าร่วมพิธี
ต้องเป็นหญิงสาวที่ยังไม่มีดอกไม้ (ระดู) นุ่งขาวห่มขาว
สมทานศีล 8 เพื่อให้มีความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ จากนั้นจึงช่วยกันกวนข้าวทิพย์ใช้เวลากวนประมาณ
6 ชั่วโมง เสร็จแล้วตักใส่ภาชนะเตรียมถวายพระในวันรุ่งขึ้น